เมื่อหนัง Sci-Fi เกี่ยวกับ Robot A.I. ใกล้เป็นจริง
- Investor Digest

- Aug 13, 2018
- 1 min read
ช่วงหลังนี้เราจะเห็นข่าวถึงการมาของ A.I. มากขึ้นเรื่อย ๆ ที่โด่งดังอย่างเช่น AlphaGo A.I. อัจฉริยะด้านหมากโกะที่สามารถเอาชนะโปรระดับโลกได้หลายคน หรืออย่าง Sophia หุ่นยนต์ A.I. ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้ราวกับเป็นมนุษย์เหมือนกัน แถมยังสามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ถึง 60 แบบ และแถมยังได้สิทธิเป็นพลเมืองแล้วอีกด้วย
เราเริ่มเห็นว่าเรื่องพวกนี้ดูจะเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่อันที่จริง เราอยู่กับ A.I. มานานมากกว่าที่เราคิดแล้วนะครับ เพียงแต่ยังไม่มีรูปลักษณ์ที่จับต้องได้ (Physical identity) นั่นเอง
ผมได้ฟังเรื่อง A.I. และอนาคตของการมาของ A.I. จาก Podcast Mission To The Moon ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ เจ้าของแบรนด์ศรีจันทร์ ชื่อตอน AI101 โดยแกเล่าให้ฟังว่า A.I. มีอยู่ใกล้ตัวเรามาตลอดแต่เราไม่เคยนึกเอะใจ เช่น Google search, Google maps, Google translate, Siri บน iPhone, ระบบส่งเสริมการขายบนเว็บ Amazon (Suggest product, Product bundle) เป็นต้น ซึ่งพวกนี้จัดเป็น Narrow A.I. คือ เป็น A.I. ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามวัตถุประสงค์ของผู้ที่สร้างมันขึ้นดังนั้น AlphaGo ก็ถือว่าเป็น Narrow A.I. เช่นกัน
หากเป็น A.I. ระดับที่สูงกว่าขึ้นมาจะจัดเป็น General A.I. กล่าวคือ สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์ ทำทุกอย่างได้เหมือนมนุษย์ แสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านทางใบหน้าได้ สามารถฟังและพูดคุยโต้ตอบได้ เรียกว่าใกล้เคียงมนุษย์อย่างมาก ซึ่ง Sophia เองอยู่ในลักษณะก่ำกึ่งระหว่าง Narrow A.I. และ General A.I. เพราะ สามารถคิดได้ ตอบโต้ได้ แสดงอารมณ์ได้ แต่ยังไม่สามารถเดินได้ ยังไม่สามารถเลียนแบบ Movement ของมนุษย์ได้ แต่หากเธอสามารถทำได้เมื่อไร เธอจะมีคุณสมบัติครบตามนิยามของ General A.I. ทันที
เมื่อ General A.I. สามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning & Evolving) มันจะกลายเป็น Super A.I. ในที่สุด ซึ่งตรงนี้พี่แท็ปอธิบายสั้น ๆ ด้วยคำว่า "Demi-God" คือ ฉลาดล้ำไปยิ่งกว่าเหล่า Genius ที่มนุษย์บนโลกเคยมีมาในประวัติศาสตร์ และสามารถคิดได้ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้
และที่สำคัญ เหล่าหุ่นยนต์ A.I. เหล่านี้อาจกลายมาเป็นอีกหนึ่งเผ่าพันธุ์บนโลกใบนี้ก็เป็นได้ ซึ่งหลังจากที่ผมฟัง Podcast เรื่องนี้จนจบ ผมนึกถึงหนังเรื่อง i, Robot (2004) ทันที ก็เลยไปเปิดย้อนดูอีกรอบ โดยตัวหนังพูดไปถึงอนาคตตอนปี 2035 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แทรกไปแทบทุกพื้นที่ของสังคมมนุษย์แล้ว รวมทั้งมีการใช้ Robot A.I. ในฐานะ Personal Assistant ของมนุษย์อย่างแพร่หลาย และหลาย ๆ ตำแหน่งงานที่เป็น Low skill ก็ถูกทดแทนโดยเหล่า Robot A.I. ทั้งหมด
ผมจะไม่สปอยล์เนื้อเรื่องนะครับเผื่อมีใครจะไปดูบ้าง แต่ที่แน่ ๆ หนังเล่าว่าในอนาคตอันใกล้เรามีโอกาสได้เห็น General A.I. กลายเป็นสิ่งปกติของโลกไปเลย และหนังชวนให้คิดต่อถึงความน่ากลัวของ A.I. เหล่านี้ว่าหากวันหนึ่งเมื่อมันสามารถวิวัฒนาการจนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ เหล่า A.I. สามารถที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มตัดสินใจเองว่าอะไรเรียกว่าดี ไม่ดี เริ่มรู้สึกไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่มนุษย์สอนหรือมนุษย์ทำ มันจะมีความเป็นไปได้ที่เหล่า A.I. เหล่านี้อาจจะลุกขึ้นมารวมตัวกันกลายเป็นชนกลุ่มใหม่ สร้างสังคมของตัวเอง สร้างกฎของตัวเอง และยกระดับกลายเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ขึ้นมาให้เสมอหรือเท่าเทียมกับมนุษย์ ไม่ยอมเป็นสถานะชนชั้นล่างเพื่อดูแลรับใช้มนุษย์อีกต่อไป
ผมเลยลองมโนให้ไกลไปกว่านั้นว่า แล้วถ้าวันหนึ่งโลกนี้มีทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์อยู่ร่วมกัน มนุษย์ก็อาจจะมีกลุ่มที่ยอมรับการอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ และกลุ่มที่ต่อต้านเพราะกลัวเป็นภัยต่อมนุษยชาติ ขณะที่หุ่นยนต์เองก็ไม่ต่างจากมนุษย์ที่สามารถจะแบ่งเป็นฝ่ายสันติฝ่ายที่ต่อต้านมนุษย์เหมือนกัน แล้ววันหนึ่งจะต้องเกิดสงครามระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์รึเปล่า?

อาจจะดูเว่อร์และเพ้อเจ้อไปนิด แต่ล่าสุดก็มีหนัง Sci-Fi ที่เล่าถึงมุมนี้แล้วนะครับ เป็นหนังใน Netflix ชื่อ Extinction ครับ บอกเลยว่า หลังจากดู i, Robot จบแล้วมาดูเรื่องนี้ต่อเป็นอะไรที่ชวนให้อินและคิดตามจริง ๆ
ที่พล่ามมาทั้งหมดในตอนนี้ เป็นการชวนให้ทุกคนคิดกันแบบสนุก ๆ และหันมาสนใจถึงยุคสมัยนี้ที่เทคโนโลยีมีความไวในการพัฒนาอย่างมาก และหลายสิ่งที่เราเห็นในหนัง Sci-Fi เมื่อสมัยเด็กนั้นมันไม่ได้อยู่ไกลเกินจินตนาการแล้ว มันจะมาให้เห็นในยุคที่เรายังมีชีวิตกันอยู่นี่แหละครับ ดังนั้นการที่เราตื่นตัว ติดตามเรื่องเหล่านี้ิิอย่างน้อยก็ช่วยให้เราตระหนักและเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งไม่มีใครจะรู้ได้เลยว่า อนาคตนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป จะเหมือนอย่างในหนังหรือมนุษย์เราจะสามารถหาทางรับมือกันต่อไปได้ครับ



Comments