ทำไมต้อง Productive?
- Investor Digest

- Apr 20, 2019
- 1 min read
ทำไมต้อง Productive ?
Why Productivity Matters?
ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าปัจจุบันนี้ เทรนด์ของการเป็นมนุษย์ Productive นั้น มาแรงจริง ๆ
หลายท่านคงสังเกตได้จากร้านหนังสือทุกร้านในปัจจุบันนี้ เราเห็นมีหนังสือแนวพัฒนาตนเองมากมาย โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวกับการเพิ่ม Productivity
เพราอะไรมันถึงเป็นเทรนด์ ? ทำไมต้อง Productive?
ก่อนที่เราจะไปคุยกันเรื่องการเป็นมนุษย์ Productive เรามาทำความรู้จักความหมายของ Productivity กันก่อนดีกว่าครับ
ปกติเราคนไทยก็จะแปลกันตรง ๆ ว่า “ผลิตภาพ” แต่จริง ๆ มันก็ยังไม่กระจ่างในความหมายที่แท้จริงว่า "แล้วมันมีความหมายว่าอะไร?"
ผมขออ้างอิงจาก Cambridge Dictionary ซึ่งได้นิยามความหมายของ Productivity ไว้ดังนี้
“the rate at which a country, company, human, produces goods or services, usually judged inrelation to the number of people and the time necessary to produce them”
ซึ่งพอแปลเป็นไทย (ในความหมายของผมเอง) ก็จะได้ความหมายว่า
“ความสามารถ/ความเร็วในการที่ ประเทศ, บริษัท หรือ มนุษย์ สามารถผลิตสินค้าหรือบริการขึ้นมาได้ ซึ่งมักจะประเมินจากตัวแปรที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ จำนวนแรงงาน และ เวลา”
ทีนี้ ถ้าเรานำคำว่า Productivity มาใช้กับการทำงานในชีวิตประจำวันของเรา ก็จะหมายถึง
“การที่เราสามารถบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ทำงานที่มีอยู่ได้สำเร็จ”
ซึ่งในความหมายที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Productivity ในการทำงาน คือ
"มนุษย์ที่ Productive นั้นจะทำงานให้เสร็จในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เชิงปริมาณ"
ยกตัวอย่างเช่น คุณทำลิสต์งานที่อยากจะทำออกมาได้ทั้งหมด 10 อย่าง และทำเสร็จภายใน 1 วันเลย คุณดีใจมาก แต่พอพิจารณาดูดี ๆ ลิสต์งาน 10 อย่างนี้เกือบทั้งหมดกลับเป็นงานที่ไม่ได้เกี่ยวกับ KPI ของคุณเลย เป็นงานที่ไม่ได้ impact ต่อเป้าหมายทีมหรือเป้าหมายองค์กรเลย
แบบนี้เรียกว่ามีแค่ปริมาณแต่ยังไม่ได้ในเชิงคุณภาพ ซึ่งไม่ใช่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่งานที่ทำเสร็จไปมันอาจจะยังไม่ใช่ Core Value ที่เราควรจะทำ ถือว่ายังไม่เป็นการทำงานที่ Productive
งานที่เป็น Core Value อาจจะเป็นงานเพียง 2-3 ชิ้น แต่มักจะเป็นงานที่เพิ่มความก้าวหน้าต่อตัวคุณ ทีมคุณ หรือองค์กรของคุณ ซึ่งอาจจะเป็นในแง่ของสกิลที่ใช้ในการทำงาน หรือในแง่ KPI ของคุณ หรือมันเป็นงานที่ช่วยส่งเสริมให้ทีมคุณหรือองค์กรคุณทำงานได้รวดเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น เป็นระบบมากขึ้น เป็นต้น แบบนี้ถึงจะเรียกว่ามีเป็นการทำงานที่ Productive (ประเด็นเรื่องงานที่เป็นหรือไม่เป็น Core Value จะไปขยายความเพิ่มในตอนถัดไปเกี่ยวกับการจัดกลุ่มงานครับ)
ทีนี้มาถึงคำถามที่ว่า “ทำไมต้อง Productive?”
ผมอยากให้มาทำความรู้จักกับมนุษย์ทำงาน 4 สไตล์
1. คนที่ยุ่งและไม่ Productive -> คนที่ทำงานสไตล์นี้จะเหนื่อยและเครียดมากกว่าสไตล์อื่น ๆ เพราะจะรู้สึกว่าตัวเองงานยุ่งตลอดเวลา งานไม่เคยหมดแถมมีแต่สุมเพิ่มมากขึ้น กลับดึกกว่าคนอื่นทุกวันหรือต้องเอางานกลับไปทำที่บ้านทุกวัน แม้แต่เสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องนั่งจมอยู่กับงาน จนพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาให้ตัวเองผ่อนคลาย บางคนอาจถึงขนาดที่ว่างานตามไปหลอกหลอนจนถึงในฝันเลย
2. คนที่ไม่ยุ่งและไม่ Productive -> คนที่ทำงานสไตล์นี้ดูแล้วน่าจะไม่เหนื่อยและเครียดน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสไตล์อื่น ๆ โดยมักจะทำงานไปเรื่อย ๆ อันไหนเร่งด่วนก็ทำให้ก่อน เสร็จแล้วก็ทำงานอื่นชิลล์ ๆ ไป จะมีกี่ชิ้นก็ไม่ได้วิตกกังวลจนกว่ามันจะเร่งด่วนค่อยมารีบเคลียร์ใหม่ วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เวลาว่างที่เหลือจากเลิกงานหรือวันหยุดก็มักจะพักผ่อนอย่างเต็มที่สุดเหวี่ยง
3. คนที่ยุ่งและ Productive -> คนที่ทำงานสไตล์นี้จะตรงข้ามกับสไตล์แรกเลย จะเรียกว่า ยอดมนุษย์ หรือ มนุษย์ Super Productive ก็ได้ เพราะเป็นคนที่มีงานล้นมือแทบจะตลอดเวลาแต่ก็สามารถบริหารจัดการงานทุกชิ้นให้เสร็จสิ้นได้อย่างดีเยี่ยม อาจจะมีกลับดึกบ้าง เครียดบ้าง แต่ไม่ว่างานจะเข้ามาเท่าไรก็รับไหว อย่างไรก็ตามก็จะเหนื่อยกว่าคนอื่น ๆ เช่นกัน และอาจจะมีเวลาเหลือให้ตัวเองไม่เยอะมากนัก
4. คนที่ไม่ยุ่งและ Productive -> คนที่ทำงานสไตล์นี้จะเป็น มนุษย์ Productive ที่ใครหลายคนอยากเป็น เพราะสามารถบริหารจัดการงานทุกชิ้นให้เสร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ค่อยเครียด ไม่ต้องอยู่จนดึก ทำให้มีเวลาเหลือเป็นของตัวเองเพื่อไปทำอย่างอื่น เช่น จัดการธุระของตัวเอง พัฒนาสกิลบางอย่าง ทำในสิ่งที่ตัวเองกำลังสนใจหรืออยากทำ วางแผนตารางงานสำหรับระยะต่อไป เป็นต้น
การที่เราสามารถทำงานสไตล์แบบ productive มันมีข้อดีที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงชีวิตประจำวันของเราได้หลัก ๆ ดังนี้
งานเสร็จ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า รวมถึงเราเองก็แฮปปี้
ไม่มีงานสุมงานพอก ทำให้ไม่เครียด ไม่ต้องเก็บมาคิดนอกเวลางาน นอนหลับได้อย่างสบายใจ
มีเวลาเหลือเพื่อไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์หรือสิ่งที่เราอยากทำได้อีกมากมาย เช่น ฝึกสกิล สร้างอาชีพเสริม ออกกำลังกาย เป็นต้น
และในระยะยาวแล้ว ยังสามารถส่งผลเชิงบวกต่อชีวิตเราได้ดังนี้
การประเมินผลงานหรือ Performance จะออกมาดี เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งก็จะส่งผลต่อการโปรโมทและโบนัสต่อ ๆ ไป
เมื่อไม่เครียด สุขภาพจิตเราก็จะดี สุขภาพกายก็ดีตาม ส่งผลให้เรามีพลังงานล้นเหลือ อารมณ์ดี ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีตามไปด้วย
การที่เรามีเวลาเหลือเพื่อไปทำในสิ่งที่เราสนใจหรืออยากทำ โดยการทำเก็บสะสมชั่วโมงไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายบางอย่างที่เราตั้งใจไว้ เช่น ไปวิ่งมาราธอน ได้สกิลที่เป็นประโยชน์ในการทำงานให้เรา Productive มากขึ้นไปอีก มีงานเสริมเป็นหลักเป็นแหล่งเพื่อเพิ่มรายได้ต่อไป เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นว่า
การเป็นมนุษย์ Productive นั้นจริง ๆ แล้วมันส่งผลดีต่อเราในทุก ๆ มิติของชีวิต ไม่ใช่แค่การทำงานเพียงอย่างเดียว แบบที่หลายคนเข้าใจ นี่จึงอาจจะเป็นที่มาของเทรนด์ มนุษย์ Productive นั่นเอง
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เรามาปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็นมนุษย์ Productive ด้วยกันดีมั้ยครับ?


Comments