RMF ไม่ใช่กองทุนสำหรับคนใกล้เกษียณ
- Investor Digest

- Aug 3, 2018
- 2 min read
จั่วหัวแบบนี้ บางคนอาจจะงงว่า อ้าว! ก็ชื่อมันคือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (ตอนแก่) หรือ Retirement Mutual Fund หรือ กองทุน RMF นี่ แล้วมันจะไม่ใช่กองทุนสำหรับคนใกล้เกษียณได้ไง
ก่อนจะเข้าเรื่องกัน ผมขอสรุปเงื่อนไขการลงทุนในกองทุน RMF อีกรอบก่อน โดยเงื่อนไขการลงทุนใน กองทุน RMF ได้แก่
ลงทุนอย่างน้อย 5 ปี โดยนับแบบวันชนวัน
ไม่สามารถขายหน่วยลงทุนได้จนกว่าอายุจะครบ 55 ปีบริบูรณ์
ลงทุนต่อเนื่องทุกปี ๆ ละ ขั้นต่ำ 5,000 บาท หรือ 3% ของรายได้ทั้งปี (เลือกยอดที่น้อยกว่า) ทั้งนี้สามารถหยุดลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปี หรือก็คือ ลงทุนแบบปีเว้นปีได้นั่นเอง แต่ก็ต้องระวังลืม
ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้รวมที่ต้องเสียภาษี (เงินเดือน, โบนัส, คอมมิชชั่น และอื่น ๆ โดยที่ยังไม่ได้หักลดหย่อนใด ๆ) และกำหนดเพดานสูงสุดที่ไม่เกิน 500,000 บาท (ถ้าคิด 15% แล้วเกิน 500,000 บาท ก็ลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท)
ซื้อปีไหนก็ลดหย่อนปีนั้น
เมื่อครบกำหนดตามเงื่อนไขในข้อ 1. และ 2. ก็สามารถขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดได้ทันที ไม่ต้องรอ แต่อย่าลืมแจ้งเป็นเงินได้ตอนยื่นภาษีในปีนั้นด้วย โดยเงินทั้งก้อนที่ได้จากการขายจะได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน
กองทุน RMF ไม่มีจ่ายปันผลนะครับ
อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะรู้สึกว่า
ทำไมมันยุ่งยากขนาดนี้ ไม่น่าลงทุนเลย
โห ถือจนถึงอายุ 55 ปี ถือจนลืมไปเลย สภาพคล่องไม่มี
ไม่มีเงินปันผลระหว่างทางที่ถืออีก ทั้งที่ต้องถือตั้งหลายปี LTF น่าสนใจกว่าอีก
ด้วยความรู้สึกเหล่านี้ ทำให้หลายคนเลือกไปซื้อ LTF มากกว่า ในขณะที่คนที่จะซื้อ RMF ก็จะไปซื้อเอาตอนอายุ 50-51 เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือลดหย่อนภาษีคู่กับ LTF เฉย ๆ ซึ่งผมบอกเลยว่า นี่เป็นความคิดที่ผิดมหันต์มาก ๆ
ที่ผมบอกว่า กองทุน RMF ไม่ใช่กองทุนสำหรับคนใกล้เกษียณก็เพราะว่า
กองทุน RMF เป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการออมระยะ "ยาวมาก ๆ" ชนิดว่า "รอเห็นกันเป็นสิบ ๆ ปี ไม่ใช่การหวังผลกันแค่ 5 ปี"
ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะทราบหรือเคยอ่านเจอเกี่ยวกับพลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compounding Interest Effect) กันมาแล้ว แต่เดี๋ยวผมจะสรุปเร็ว ๆ ให้อ่านกันอีกทีครับ
ทฤษฎีของดอกเบี้ยทบต้นบอกว่า "เมื่อเรานำเงิน (Capital) ไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทน (Expected Return) โดยลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ และลงทุนในระยะเวลาที่นานพอ (Time Horizon) เงินของเราจะไม่ได้โตแบบเส้นตรง (Linear trend) แต่จะโตแบบความชันภูเขา (Exponential trend)
จะเห็นว่าเรามีตัวแปรหลัก ๆ ที่ส่งผลต่อการที่เงินจะโต ดังนี้
เงินลงทุน (Capital)
ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ (Expected Return)
ระยะเวลาที่ลงทุน (Time Horizon)
เรามาดูกันทีละตัวแปรนะครับ
ตัวแปร 1. เรากำหนดเองได้ แต่ยังไม่ใช่ Key factor ที่จะทำให้เราเงินเติบโตได้
ตัวแปร 2. เราควบคุมไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ตัวแปร 3. เรากำหนดเองได้ และตัวนี้นี่ล่ะครับที่เป็น Key factor ที่จะทำให้เงินของเราเติบโต
ลองมาดูภาพประกอบจะได้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ
ในรูปมีผู้ชายสองคน
ผู้ชายคนแรกเริ่มลงทุนตอนอายุ 25 ปี โดยลงทุนเพิ่มทีละ $1,000 ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี รวมเป็นเงินลงทุน $10,000 จากนั้นก็หยุดใส่เงินเพิ่มและปล่อยให้เงินทุนก้อนนี้มันเติบโตบนผลตอบแทนที่ 8% ยาวจนถึงอายุ 65 ปี เท่ากับว่าผู้ชายคนนี้ลงทุนเป็นระยะเวลา 40 ปี จากเงินต้น $10,000 กลายเป็น $157,435
ผู้ชายคนที่สองเริ่มลงทุนตอนอายุ 35 ปี โดยลงทุนเพิ่มทีละ $1,000 ต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี จนถึงอายุ 65 ปี รวมเป็นเงินลงทุน $30,000 โดยได้ผลตอบแทนที่ 8% เช่นกัน เท่ากับว่าผู้ชายคนนี้ลงทุนเป็นระยะเวลา 30 ปี จากเงินต้น $30,000 กลายเป็น $122,346

จะเห็นว่า ทั้งสองคนได้อัตราผลตอบแทนที่เท่ากัน แต่คนแรกลงทุนในระยะเวลาที่นานกว่าคนที่สอง แม้ว่าคนที่สองจะมีเงินลงทุนที่มากกว่า แต่ผลจากตัวแปรของ ระยะเวลาที่ลงทุน (Time Horizon) ช่วยเป็นตัวเร่งให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้มากกว่า จึงทำให้เงินลงทุนของผู้ชายคนแรกเติบโตได้มากกว่า
และนี่แหละครับ คือเหตุผลที่ผมจั่วหัวบทความนี้ว่า RMF ไม่ใช่กองทุนสำหรับคนใกล้เกษียณ แต่มันออกแบบมาสำหรับคนวัยทำงานที่ยังอายุไม่มากเกินไป ยังมีเวลานานพอที่จะลงทุน โดยส่วนตัวผมมองว่าควรเริ่มลงทุนตั้งแต่ 25 ปี และอย่างช้าสุดไม่ควรเกิน 35 ปีครับ และใช้วิธีลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) รายเดือนอย่างต่อเนื่อง (คนที่อายุมากกว่านี้ก็ลงทุนได้นะครับเพียงแต่จะเสียโอกาสมาก ๆ ยิ่งลงทุนช้ายิ่งมีค่าเสียโอกาสเยอะครับ)
ที่สำคัญ RMF นั้นมีนโยบายให้ลงทุนตั้งแต่เสี่ยงต่ำอย่าง RMF ตราสารหนี้ ไปจนถึงนโยบายความเสี่ยงสูงอย่าง RMF หุ้น หรือต่างประเทศ ดังนั้นเราสามารถที่จะจัดสรรเงินลงทุนใน Asset ต่าง ๆ ได้ตามความพอใจของเราเลยว่าอยากจะลงใน Asset ที่ความเสี่ยงต่ำกี่ % ความเสี่ยงสูงกี่% นอกจากนี้เรายังสามารถปรับสัดส่วนของ Asset ด้วยการ Switch ระหว่างกองทุนได้อีกด้วย
ยังไม่พอครับ ยังไม่พอ เราสามารถที่จะลงทุนได้หลาย ๆ กองทุนพร้อมกัน และหลาย ๆ บลจ. พร้อมกัน นั่นหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนเดียวของบลจ.เดียวตลอดไปครับ ถ้าผลงานของกองทุนที่เราถือมันไม่โอเค เราก็สามารถที่จะ Switch ไปยังกองทุนอื่นภายในบลจ.นั้น หรือแม้แต่ Switch ข้ามบลจ.ก็ได้ครับ
เห็นมั้ยครับ RMF นอกจากจะมีประโยชน์ต่อชีวิตบั้นปลายของเราแล้ว ยังมีความยืดหยุ่นมากกว่า LTF อีกด้วย ส่วนตัวผมเองเริ่มลงทุนใน RMF เมื่อตอนอายุ 28 ปีครับ เพราะเห็นว่ามันสำคัญแบบนี้ล่ะครับ
บางคนอาจจะบอกว่า "เกิดตายก่อนเกษียณก็ไม่ได้ใช้สิวะ"
แต่ผมมองว่า "แต่ถ้าดันอายุยืนถึงเกษียณแบบไม่มีเงินใช้ แบบนั้นก็เหมือนตายทั้งเป็นสิวะ"
หากใครที่เริ่มสนใจ RMF มากขึ้นสามารถหาหนังสือ เกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF มาอ่านดูครับ มีข้อมูลดี ๆ มากมายเลยครับ (ผมไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ ซื้อมาอ่านเองจากงาน Money Expo ซึ่งอ่านแล้วชอบครับเลยอยากแนะนำต่อ)
สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่า มาเริ่มลงทุนใน RMF กันเถอะครับ ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบครับ :)



Comments